อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา ขึ้นอยู่กับปัจจัยทางเศรษฐกิจหลายอย่าง ปัจจัยอย่างหนึ่งซึ่งทำให้เกิดความผันแปรของอัตราแลกเปลี่ยน คือ ธนาคารกลาง รัฐบาลใช้เงินจำนวนมากในการเพิ่มขึ้น หรือลดลงของค่าเงิน และยังรวมไปถึงปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น อัตราดอกเบี้ย สภาวะทางเศรษฐกิจ การเมือง การเก็งกำไรของนักลงทุน
เราจะคาดการณ์การเคลื่อนไหวของตลาดได้อย่างไร?
มี 2 วิธีหลักๆ ในการวิเคราะห์ตลาดการเงิน คือ การวิเคราะห์พื้นฐาน และการวิเคราะห์ทางเทคนิค, การวิเคราะห์พื้นฐาน จะวิเคราะห์บนพื้นฐานของเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ในขณะที่การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะใช้ข้อมูลในอดีตเพื่อวิเคราะห์การเคลื่อนไหวต่อไป ยังไม่แน่ชัดว่าเทคนิค 2 วิธีนี้ แบบไหนดีกว่ากัน การเทรดระยะสั้น มักจะสนใจการวิเคราะห์ทางเทคนิค โดยเน้นการเคลื่อนไหวของราคา ในขณะที่การวิเคราะห์พื้นฐานจะดูที่มูลค่าของค่าเงินนั้นๆ ในปัจจุบัน ถึงอนาคต เป็นเรื่องสำคัญ หากเราจะพิจารณาทั้ง 2 วิธี ในขณะที่การวิเคราะห์พื้นฐาน ช่วยอธิบายการเคลื่อนไหว ในแนวทางของการวิเคราะห์ทางเทคนิค เช่นการปลี่ยนหรือทะลุแนวรับ-แนวต้าน และเทคนิคช่วยอธิบายตลาดในช่วงที่ไม่มีการเคลื่อนไหวมากนัก แนวรับ-แนวต้าน หรือการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
การวิเคราะห์พื้นฐาน
การวิเคราะห์พื้นฐาน จะรวมไปถึงปัจจัยทางเศษฐกิจมหภาค มูลค่าสินทรัพย์ และการเมือง, ปัจจัยทางเศษฐกิจมหภาคนั้น รวมไปถึง อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (GDP) อัตราดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อ การว่างงาน เงินสำรองคงคลัง ความสามารถในการผลิต ตลาดทุน ตลาดหุ้น พันธบัตร รวมไปถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ ปัจจัยทางการเมือง ดูถึงนโยบาย และความมั่นคงของรัฐบาล
นอกเหนือจากการวิเคราะห์ทางเทคนิค การวิเคราะห์อีกทาง คือ การวิเคราะห์พื้นฐาน, การวิเคราะห์พื้นฐานจะพิจารณาปัจจัยทางเศรษฐกิจต่างๆ มูลค่าสินทรัพย์ และการเมือง กุญแจสำคัญในการวิเคราะห์พื้นฐาน คือ การรวมรวบข้อมูลต่างๆ วิเคราะห์ และเข้าสู่ตลาดก่อนที่ข่าวนั้น จะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด ซึ่งช่วงก่อนที่ผลของข่าวจะแสดงออกในตลาดนั้น คือช่วงที่เหมาะในการเข้าสู่ตลาด
ตัวอย่างของปัจจัยพื้นฐาน ที่ส่งผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยน:
- การกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง เช่น ธนาคารกลางสหรัฐ หรือ ธนาคารกลางแห่งยุโรป
- การเติบโตของ GDP รายไตรมาศ เฉพา GDP ในภาพรวมของประเทศจึงจะมีผลต่อการเคลื่อนไหวของตลาด
- อารมณ์ของตลาด การคาดการณ์ของตลาด ตั้งแต่ 2 สัปดาห์ จนถึง 2 วัน ก่อนถึงวันประกาศข่าว และความคาดหวัง จะก่อให้เกิดการเคลื่อนไหวของตลาด ก่อนการประกาศ และหลังประกาศข่าว
- การเคลื่อนไหวทางการเมือง การเลือกตั้ง การก่อการร้าย เป็นตัวอย่างของข่าวที่มีผลต่อตลาด
- ตัวเลขทางเศรษฐกิจหลักๆ เช่น Institute of Supply Management (ISM) ของสหรัฐอเมริกา และ Purchasing Management Index (PMI) ในยุโรป
- ภาคการผลิตระดับประเทศ
- ข่าว US nonfarm payrolls (ดูการจ้างงานใหม่) ข่าว Michigan sentiment ในสหรัฐอเมริกา, IFO index ของเยอรมัน และ Tankan quarterly survey ของญี่ปุ่น
ช่องว่างของอัตราแลกเปลี่ยน อาจเกิดขึ้นได้ในตลาด ซึ่งธนาคารกลาง จะเข้ามาทำการซื้อ-ขาย สกุลเงินของตน เทียบกับสกุลอื่น หรือประสานงานกับธนาคารกลางอื่น หรืออาจทำให้เกิดการเคลื่อนไหว โดยการปรับอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น หรือ ลดลง
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
การวิเคราะห์ทางเทคนิค จะดูจากราคาในอดีต และแรงซื้อ-ขายในปัจจุบัน เพื่อหาทิศทางในอนาคต การวิเคราะห์จะเน้นจากการพิจารณากราฟ และแนวโน้ม (ทั้งสั้น และยาว) เพื่อดูโอกาสในการเข้าซื้อ-ขาย เมื่อตลาดเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณากราฟระยะสั้น-ยาว เช่นกราฟ 5 นาที, 15 นาที 1 ชั่วโมง หรือกราฟรายวัน
ผู้บริหารกองทุน นักเทรด และนักลงทุน จะพัฒนาแนวทางการเทรดอยู่เสมอ เพราะเทคนิคที่ใช้ได้เมื่อวาน อาจใช้ไม่ได้ในวันนี้
การเริ่มต้นกับการวิเคราะห์ทางเทคนิค
ในช่วงเปลี่ยนศตวรรษ ทฤษฎีดาว์น ได้เข้ามาเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ทางเทคนิค ซึ่งเกิดจากการรวบรวมข้อมูลของตลาดหุ้นนานหลายปีของ Charles Dow
การวิเคราะห์ทางเทคนิค เชื่อว่า การเคลื่อนไหวของราคา เป็นผลมาจากข้อมูลทั้งหมด เพราะด้วยข้อมูล จึงทำให้เกิดการเคลื่อนไหวของกราฟ ซึ่งสามารถใช้เป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม ราคาที่เคลื่อนไหวในตลาด เกิดจากส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนักเทรด นักลงทุน ผู้บริหารกองทุน การวิเคราะห์ทางเทคนิค การวิเคราะห์พื้นฐาน และปัจจัยอื่นๆ ซึ่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค จะพิจารณาการเคลื่อนไหวของกราฟ โดยรวม เพื่อมองภาพในอนาคต
การวิเคราะห์ทางเทคนิค เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ ในการดูแนวโน้มตลาด และจุดเปลี่ยนแนวโน้ม นักลงทุน หรือ นักเทรด จะดูพื้นฐาน และทำรายได้จากการดูแนวโน้ม หรือจุดเปลี่ยนแนวโน้ม เพราะเทคนิคสามารถใช้ได้ในหลายกราฟเวลา ซึ่งสามารถพิจารณาได้ทั้งแนวโน้มระยะสั้น และแนวโน้มระยะยาว
อะไรคือสิ่งที่สำคัญกว่า "ทำไม"?
มีคำกล่าวอยู่ว่า “การวิเคราะห์ทางเทคนิค รู้ที่ราคา แต่ไม่รู้ถึงคุณค่า” นักเทคนิค ที่วิเคราะห์ทางเทคนิค มองอยู่เพียง 2 เรื่อง:
- ราคาปัจจุบันอยู่ที่เท่าไหร่?
- ที่ผ่านมา อะไรทำให้ราคาเคลื่อนไหว?
ราคา คือ ผลที่เกิดขึ้นของการต่อรองระหว่างผู้ซื้อ และผู้ขาย วัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ เพื่อหาทิศทางของราคาในอนาคต และด้วยการพิจารณาเฉพาะราคา การวิเคราะห์ทางเทคนิค จึงเป็นการนำเสนอทางตรง ส่วนพื้นฐานนั้น จะดูถึงเหตุผลของราคานั้น สำหรับนักวิเคราะห์ทางเทคนิค การพิจารณาเหตุผลที่ราคาอยู่ตรงไหนนั้น ดูจะไม่จำเป็น และยุ่งยากเกินไป บางครั้ง อาจทำให้คาดการณ์สูง หรือต่ำเกินไป นักวิเคราะห์ทางเทคนิค จึงสนใจเฉพาะ อะไร มากกว่า ทำไม – ทำไมราคาวิ่งขึ้น นั่นก็เพราะคนซื้อมากกว่าคนขาย นั่นเอง อย่างไรก็ตาม ราคาของสิ่งใดๆ ก็คือมูลค่าองสิ่งนั้น ที่คนเต็มใจจ่าย ใครจะต้องการรู้ว่าทำไม เพราะคุณอาจไม่มีทางรู้ว่า ทำไม
นักวิเคราะห์ ส่วนมาก จะพิจารณาแนวโน้มระยะยาวก่อน แล้วจึงมาพิจารณาระยะสั้น ซึ่ง การวิเคราะห์ อาจแบ่งออกเป็น 3 ส่วน:
- พิจารณาจากดัชนีตลาดหุ้นใหญ่ๆ เช่น S & P 500, Dow Industrials, NASDAQ and NYSE Composite, โลหะมีค่าต่างๆ หรือ อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- วิเคราะห์ตามกลุ่มของอุตสาหกรรม
- วิเคราะห์แต่ละตัว เทียบกับกลุ่ม
ความสวยงามของการวิเคราะห์ทางเทคนิค อยู่ที ความยืนหยุ่นในการวิเคราะห์ เพราะไม่ว่าจะพิจารณาอะไร ยังคงใช้พื้นฐานในการวิเคราะห์แบบเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องได้รับการศึกษาทางด้สนเศรษฐศาสตร์ เพื่อการวิเคราะห์กราฟ เพราะกราฟ ก็ คือ กราฟ ไม่สำคัญว่าจะดูที่กราฟ 2 วัน หรือ 2 ปี ไม่สำคัญว่าจะเป็นตลาดหุ้น ตลาดฟิวเจอร์ เพราะพื้นฐานของเทคนิค คือ แนวโน้ม แนวรับ แนวต้าน ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกกราฟ อาจดูไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย การที่จะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยการศึกษาอย่างจริงจัง เปิดกว้าง เพราะการวิเคาะห์ทางเทคนิคอาจจะยุ่งยาก หรือ ง่าย ขึ้นอยู่กับตัวนักลงทุนเอง
ภาพรวมของแนวโน้ม:
ขั้นตอนแรกคือการพิจารณาแนวโน้ม “แนวโน้ม คือเพื่อน” ซึ่งสามารถหาได้จากการใช้เส้นแนวโน้ม หรือเส้น moving average หรือทั้งสองเส้น – เส้น moving average คือ ค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงเวลาหนึ่งๆ ซึ่งเคลื่อนที่อยู่เสมอ เพราะเราใช้เวลา X ย้อนหลังจากปัจจุบัน หากราคายังคงอยู่เหนือเส้น moving average แสดงว่า ยังคงเป็นแนวโน้มขาขึ้น หากเส้นแนวโน้ม อยู่เหนือเส้นราคา ก็เป็นสัญญาณแนวโน้มลง ในแนวโน้มขาขึ้นเมื่อจุดต่ำสุด ยังคงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และในทางกลับกัน หากจุดสูงสุด ค่อยๆ ลดลงมาเรื่อยๆ ก็จะพิจารณาเป็นแนวโน้มขาลง
แนวรับ และแนวต้าน:
แนวรับ และแนวต้าน เป็นจุดสำคัญที่นักวิเคราะห์จะพิจารณา แนวรับ และแนวต้าน เป็นพื้นที่ ที่ราคาอาจไม่สามารถเคลื่อนผ่านไปได้ง่าย ทั้งลง และขึ้น (รับ และต้าน) ซึ่งเป็นจุดที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ในการเข้าซื้อ-ขาย แนวรับ คือแนวราคาเดิมที่ ต่ำว่าราคาในปัจจุบัน ซึ่งมองว่าเป็นแนวรับ การที่ราคาทะลุแนวรับลงไป จะพิจารณาเป็นขาลง ส่วนแนวต้าน เป็นแนวราคาเดิม ที่สูงกว่าราคาปัจจุบัน การที่ราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป อาจพิจารณาเป็นขาขึ้น แนวคิดพื้นฐาน ของแนวรับ แนวต้าน คือแนวของราคาในอดีต ที่อาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต
ทฤษฎีสุ่ม:
แนวคิด “ทฤษฎีเดินสุ่ม” กล่าวว่า ราคานั้น เคลื่อนไหวแบบสุ่ม โดยการเคลื่อนไหวนั้น ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับในแต่ละช่วง ซึ่งการเคลื่อนไหวนั้น เร็วเกินกว่าที่จะคาดเดาได้ อีกทั้ง ข้อมูลพื้นฐาน (ข่าว-กิจกรรมทางเศรษฐกิจ) ก็เกิดขึ้นแบบสุ่ม การคาดเดานั้นไร้ความหมาย แต่ก็ยังมีจุดดีในทฤษฎีนี้ คือการที่มันอาจจะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว และไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของการลงทุน ทฤษฎีเดินสุ่ม ถูกนำเสนอขึ้นเมื่อ 25 ปี ก่อน ในสภาวะของตลาดอีกแบบ เมื่อสถาบันการเงินใหญ่ๆ และโบรกเกอร์ สามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ และนักลงทุนรายย่อย ยังคงรับข้อมูลจากสถาบัน และโบรกเกอร์ แต่ด้วยเทคโนโลยีของระบบอินเตอร์เน็ท ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ข้อมูลได้เปิดกว้างสำหรับนักลงทุนทุกระดับ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ต่ำ หรือ ไม่มีเลย ไม่เพียงแต่การเข้าถึงข้อมูล แต่อินเตอร์เน็ท ยังทำให้ทุกคนเข้าถึงได้พร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้ทุกคนได้รับข้อมูลแบบทันที และสามารถตัดสินใจในการลงทุนได้อย่างรวดเร็วอย่างไม่เคยมีมาก่อน
การวิเคราะห์กราฟพื้นฐาน:
กราฟคืออะไร?
กราฟราคา คือการวาดรูปของราคาในช่วงเวลาที่กำหนด อธิบายลึกกว่านั้น กราฟ คือการแสดงจุดราคาในช่วงเวลา โดยจะมีข้อมูล ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด
รูปแบบกราฟ:
ความเข้าใจส่วนมากขอพวกเรา เกี่ยวกับรุปแบบของกราฟ มาจากการศึกษาของ Richard Schabacker การวิเคราะห์ทางเทคนิค และการทำกำไรจากตลาดหุ้น อยู่บนพื้นฐานของการวิเคราะห์รูปแบบกราฟ ในการวิเคราะห์กราฟหุ้น แนวโน้ม (ปี 1948) Edwards และ Mageeให้เครดิต Schabacker สำหรับแนวคิดใน 1 ใน 4 ส่วนแรก ของหนังสือของพวกเขา เรายังยอมรับ Messrs. Schabacker, Edwards และ Magee, และ John Murphy ที่นำเสนอแนวคิดรูปแบบกราฟ
การวิเคราะห์รูปแบบกราฟ อาจจะดูชัดเจน แต่ไม่ง่าย ต้องอาศัยเทคนิคในการอ่านกราฟ อย่างไรก็ตาม ไม่มีอะไรมากไปกว่าการจดจำรูปแบบของกราฟ และนำมาใช้ โดยทั่วไปจะเป็นการผสมรวมของรูปแบบกราฟต่างๆ บางรูปแบบ อาจบอกความต่อเนื่อง บางรูปแบบบอกการกลับตัว การวิเคราะห์จึงขึ้นกับการศึกษา และประสบการณ์ รวมทั้งเทคนิค และพื้นฐาน และรวมไปถึงการเลือกใช้ที่เหมาะสม รวมทั้งการจดจำ และมองหารูปแบบของกราฟ
ตัวอย่างรูปแบบกราฟ เช่น Double tops และ bottoms, Head และ Shoulder,ธง, สามเหลี่ยม, Channels, Key Reversals, Island reversals และอื่นๆ ซึ่งแต่ละแบบมีวิธีการมอง และวิเคราะห์ที่ต่างกัน แต่บนพื้นฐานเดียวกัน คือ ราคาเปิด ราคาปิด ราคาสูงสุด และราคาต่ำสุด
ยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีก เช่น เส้นแนวโน้ม แนวรับแนวต้าน, percentage retracements, Fibonacci retracements, Time cycles, Elliot Wave Theory Analysis, Gann Analysis และอื่นๆ รวมทั้งการวิเคราะห์เครื่องมือชี้วัดต่างๆ:
ซึ่งมีหลากหลายวิธีในการนำมาใช้ร่วมกันได้
นี่เป็นตัวอย่างของอินดิเคเตอร์ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย:
- Accumulation Distribution
- Advance-Decline lines and ratios
- Arms Index (TRIN)
- Bollinger Bands
- Commodity Channel Index
- Moving Averages (of various types)
- Moving Average Convergence Divergence
- McClellan Osc
- Momentum
- On Balance Volume
- Parabolic SAR
- Relative Strength Index (RSI)
- Stochastic (fast and slow)
- Volatility